เพื่อให้เข้าใจระยะเวลาที่เหมาะสมสำาหรับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อภายหลังการบาดเจ็บ เราจำเป็นต้องทราบถึงกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกายเสียก่อนกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกายแบ่งเป็น 3 ระยะ โดย
ระยะที่ 1 ระยะอักเสบ
       ระยะอักเสบ เริ่มทันทีหลังจากบาดเจ็บจนถึง 6 วันหลังจากการบาดเจ็บ ลักษณะที่แสดงว่ามีการอักเสบ ประกอบด้วยอาการปวดแม้เวลาอยู่เฉยๆ และปวดมากเวลานอนและตื่นนอนตอนเช้าบริเวณที่บาดเจ็บจะบวมและกดเจ็บ ผิวหนังบริเวณที่บาดเจ็บอาจจะมีลักษณะแดง เมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น เมื่อขยับข้อต่อเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกเจ็บมากขึ้น

  แนวทางการรักษาในภาวะการอักเสบ ได้แก่ RICES โดย
       R (Rest) หมายถึงให้หยุดทำากิจกรรมต่างๆโดยทันที      
       I (Ice)     หมายถึงให้ประคบด้วยน้ำแข็ง      
      C (Compression) หมายถึง การใช้ผ้ายืดม้วนพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บ เพื่อช่วยลดบวมและใช้ร่วมกับการประคบน้ำแข็ง      
       E (Elevation)       หมายถึง ให้ยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงกว่าลำตัว ขณะประคบน้ำแข็ง     
       S (Stabilization) หมายถึง การดามหรือยึดส่วนที่บาดเจ็บให้อยู่นิ่งๆ ไม่ขยับ


วิธีการประคบน้ำแข็ง
       ใช้แผ่นประคบเย็นหรือถุงน้ำแข็งที่บรรจุน้ำาแข็งปริมาณมากพอสมควร ประมาณ 600 กรัม เติมน้ำลงไปเล็กน้อย ประคบบริเวณที่บาดเจ็บประมาณ 20 นาที ทำาซ้ำาทุก 2-4 ชั่วโมงภายใน 2 วันแรกหลังจากการได้รับบาดเจ็บเพียงเท่านี้ก็สามารถลดภาวะการอักเสบได้
 
ระยะที่ 2 ระยะซ่อมแซมและงอกใหม่ของเนื้อเยื่อ

       ระยะซ่อมแซมและงอกใหม่ของเนื้อเยื่อ โดยเริ่มตั้งแต่3-21 วันหลังจากได้รับการบาดเจ็บ ในระยะนี้ร่างกายจะเริ่มสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะมีการวางตัวและการเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยที่ไม่เป็นระเบียบ ทำาให้เส้นใยที่สร้างขึ้นใหม่มีโอกาสที่จะฉีกขาดง่าย
สำหรับลักษณะที่แสดงว่ามีการซ่อมแซมและงอกใหม่ของเนื้อเยื่อได้แก่
      1) ภาวะปวด บวม แดง ร้อน ระบมลดลง
      2) เริ่มมีพังผืดเกิดขึ้นบริเวณที่บาดเจ็บ ทำาให้ข้อต่อเริ่มยึดติด
      3) รู้สึกปวดเฉพาะตอนที่ขยับร่างกายในลักษณะที่ไปยืดถูกพังผืดเท่านั้น


        แนวทางรักษาอย่างถูกต้องในช่วงนี้จำเป็นต้องมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อให้เส้นใยที่สร้างขึ้นใหม่มีการวางตัวและการเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยที่เป็นระเบียบ ร่วมกับการรักษาทางกายภาพบำบัดอื่นๆ เช่นการออกกำาลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการนวดเพื่อคลายพังผืด เป็นต้น

   การยืดเหยียดกล้ามเนื้อนั้น ควรทำให้แรงพอดี เพราะหากยืดเหยียดกล้ามเนื้อแรงเกินไปก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ แต่ในทางตรงกันข้ามหากยืดเหยียดกล้ามเนื้อเบาเกินไป ก็อาจทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่มีลักษณะการวางตัวและการเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยที่ไม่เป็นระเบียบ ทำาให้เส้นใยที่สร้างขึ้นมาใหม่เหล่านี้ไม่แข็งแรง แรงยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เหมาะสมนั้นควรให้รู้สึกตึงปานกลางแต่ไม่เจ็บ และเมื่ออาการดีขึ้น จึงเพิ่มความแรงของการยืดเหยียดมากขึ้น

        อาการที่ชี้ว่าแรงที่ใช้ในการยืดเหยียดนั้นแรงเกินไปคือ มีอาการปวดมากผิดปกติในขณะที่ออกกำลังกาย มีอาการปวดภายหลังการออกกำลังกายไปแล้ว12 ชั่วโมง หลังออกกำาลังกายมีอาการบวมแดง ร้อน เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง หากเกิดอาการดังกล่าว ควรลดความแรงของการยืดเหยียดลง
และหากอาการยังไม่ดีขึ้น อาจต้องงดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อไปก่อนในช่วงนั้น
 

ระยะที่ 3 การปรับแต่งและสร้างความแข็งแรงให้แก่เนื้อเยื่อใหม่
       การปรับแต่งและสร้างความแข็งแรงให้แก่เนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งจะเริ่มจากวันที่ 9 หลังจากการบาดเจ็บเป็นต้นไป ลักษณะสำคัญของระยะนี้ได้แก่
      1) ลดการสร้างพังผืด
      2) มีการปรับแต่งและจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อใหม่
      3) ไม่มีอาการปวด แต่มีการยึดติดของข้อต่อ


   สำหรับแนวทางการรักษาในระยะนี้เช่นเดียวกับในระยะที่ 2 คือ เน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อกับการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยการบาดเจ็บของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป จะสังเกตเห็นว่าบางคนหายช้าบางคนหายเร็ว เพราะระยะเวลาที่ใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้      1) ความรุนแรงของการบาดเจ็บ
      2) ส่วนของร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ
      3) ภาวะบวม
      4) ภาวะติดเชื้อ
      5) อายุ
      6) ความเครียดและการอดนอน
      7) การปฏิบัติตน


        ดังนั้นนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บแต่ละคน จำเป็นต้องสังเกตอาการของตนเองเป็นหลัก ว่าอยู่ในระยะใดและปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในขณะนั้น




ที่มา : https://www.dpe.go.th/dwl-files-401891791937